ลดปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้งด้วยการเก็บน้ำไว้ใต้ดิน
- ปรเมธ ประเสริฐยิ่ง

- Dec 29, 2025
- 1 min read
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้เกิดพายุต่อเนื่องจนกลไกธรรมชาติและการจัดการทรัพยากรน้ำที่จัดทำไว้ไม่สามารถรองรับปริมาณน้ำได้ และในอนาคตก็จะเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ซ้ำและทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มวิธีการและมาตราการจัดการทรัพยาการน้ำเพื่อการป้องกันและลดปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้งในอนาคต
กลไกธรรมชาติสำหรับการบริหารจัดการน้ำได้แก่น้ำใต้ดินและแหล่งน้ำผิวดิน ในฤดูฝน น้ำฝนจะถูกหน่วงโดยพืชคลุมดิน ไม้ใหญ่และภูมิประเทศทำให้มีเวลาที่น้ำจะซึมลงดินเป็นน้ำใต้ดิน น้ำส่วนเกินจากการซึมจะไหลผ่านไปยังแหล่งน้ำผิวดิน น้ำใต้ดินจะใช้เวลาซึมไปยังแหล่งน้ำผิวดินและสุดท้ายลงไปสู่ชั้นน้ำบาดาลทำให้แหล่งน้ำผิวดินมีน้ำตลอดปี แหล่งน้ำผิวดินได้แก่ น้ำตก สระน้ำ ลำธาร คู คลอง แม่น้ำ ทะเลสาบ และสุดท้ายไหลลงทะเลไป ถ้าไม่มีน้ำใต้ดินแหล่งน้ำผิวดินก็จะเหือดแห้งและเป็นเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ
เขื่อนเก็บน้ำเป็นเครื่องมือที่ดีสำหรับการบริหารจัดการน้ำ แต่ต้องสูญเสียพื้นที่ผิวดิน ไม่สามารถใช้เพาะปลูกและมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ปัจจุบันจึงไม่สามารถทำโครงการใหม่ ไม่สามารถเพิ่มการเก็บกักน้ำสำหรับการบริหารทรัพยากรน้ำได้ การเก็บน้ำไว้ใต้ดินหรือธนาคารน้ำจึงเป็นวิธีที่ช่วยเพิ่มการเก็บน้ำไว้ใช้ได้มากขึ้นโดยไม่เสียพื้นที่ผิวดินสำหรับการใช้งาน
การเก็บน้ำไว้ใต้ดินหรือธนาคารน้ำไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ หลายหน่วยงานมีความรับผิดชอบในเรื่องการบริหารทรัพยากรน้ำตามเป้าหมายของแต่ละหน่วยงาน แต่เนื่องจากมีข้อจำกัดของแต่ละหน่วยงานทำให้การใช้ธนาคารน้ำยังอยู่ในวงจำกัด กรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้เผยแพร่”คู่มือการก่อสร้างและบำรุงรักษาระบบเติมน้ำใต้ดินระดับตื้น” เพื่อรวบรวมน้ำในดินเติมให้น้ำบาดาลระดับตื้น
บทความนี้นำเสนอแนวทางเพื่อลนับลนุน กลไกเพื่อพัฒนาการใช้ธนาคารน้ำให้แพร่หลายยิ่งขึ้น ธนาคารน้ำจะช่วยเร่งการซึมน้ำโดยธรรมชาติจากระดับน้ำสงสุดที่ควบคุมลงเพื่อเติมน้ำใต้ดินโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดความเสียหายจากปัญหาน้ำท่วมในฤดูฝน เพิ่มปริมาณน้ำในดินและเติมน้ำใต้ดินไว้สำหรับใช้นอกฤดู ทำให้สามารถใช้น้ำจากธรรมชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างพร้อมข้อเสนอเพื่อสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาการใช้ธนาคารน้ำซึ่งจะป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่าย
ที่มาของปัญหา
การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขึ้นของประชากรทำให้พื้นที่หน่วงน้ำโดยธรรมชาติถูกนำไปใช้เป็นพื้นที่การเกษตร อุตสาหกรรม และที่อยู่อาศัย พื้นที่เหล่านี้จะระบายน้ำออกทันทีเพื่อป้องกันความเสียหายจากน้ำในพื้นที่ คูน้ำข้างถนนถูกเปลี่ยนเป็นท่อคอนกรีตระบายน้ำที่มีขนาดเล็กกว่าทำให้เป็นภาระของระบบระบายน้ำรวมมากยิ่งขึ้นและเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดน้ำรอระบาย
พื้นที่เชิงเขามีความเอียงจะทำให้น้ำไหลลงมาเร็ว พืชคลุมดินช่วยหน่วงน้ำให้มีเวลาซึมลงดินได้แต่อาจทำให้ทั้งดินและพืชคลุมดินถูกน้ำชะไหลลงมาพร้อมกันถ้าไม่มีต้นไม้หรือหญ้าแฝกที่มีรากแข็งแรงและลึกสามารถยึดดินได้เพียงพอ เนินเขาที่ถูกใช้เป็นพื้นที่เกษตรกรรมถ้าไม่มีการปรับและปลูกพืชกันดินไหลก็ไม่สามารถจะหน่วงน้ำและอาจทำให้เกิดดินถล่ม น้ำจากภูเขาในพื้นที่ต่างๆไหลมารวมกันสู่พื้นที่การเกษตรและชุมชนเป็นปริมาณมากในเวลาสั้นๆทำให้ไม่สามารถจัดการระบายได้ทัน แม้กระทั่งเขื่อนเก็บน้ำยังจำเป็นต้องระบายน้ำออกเพื่อความปลอดภัยของโครงสร้างจึงเกิดปัญหาน้ำท่วม ความเจริญทำให้การใช้น้ำมากขึ้น น้ำที่กักเก็บไว้จึงไม่พอใช้ เนื่องจากไม่ได้หน่วงเก็บน้ำไว้โดยธรรมชาติแต่ระบายทิ้งไป หลังจากน้ำท่วมจึงไม่มีน้ำใต้ดินเสริมให้กับปริมาณน้ำผิวดิน น้ำจึงไม่เพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคในพื้นที่
พื้นที่ในเมืองจะมีถนน บ้านพักอาศัย อาคารพาณิช โรงงาน และอื่นๆจึงเหลือเป็นพื้นที่หน่วงน้ำน้อยมาก เมื่อมีฝนตกพื้นที่ส่วนใหญ่จะระบายน้ำมาที่ส่วนกลางทันที จึงป็นภาระของระบบระบายน้ำส่วนกลางพร้อมๆกัน ทำให้เกิดปัญหาน้ำรอระบายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
น้ำใต้ดินและน้ำบาดาล
ชั้นดิน (Soil Horizon) แบ่งออกเป็นหลายชั้น ได้แก่:
- ชั้น O: ชั้นที่มีอินทรีย์วัตถุ เช่น ใบไม้และพืชที่ย่อยสลาย
- ชั้น A: ชั้นดินที่มีการผสมระหว่างอินทรีย์วัตถุและแร่ธาตุ
- ชั้น E: ชั้นที่มีการชะล้างสารอาหาร
- ชั้น B: ชั้นที่มีการสะสมของแร่ธาตุจากชั้นบน
- ชั้น C: ชั้นที่มีวัสดุที่ยังไม่ผ่านการเปลี่ยนแปลงมากนัก
น้ำที่ซึมลงในดินส่วนหนึ่งจะอยู่ตามช่องว่างระหว่างเม็ดดิน ทรายและหินเรียกว่าน้ำในดิน(soil water) น้ำที่เหลือจะไหลซึมต่อไปผ่านชั้นดินต่างๆ สุดท้ายจะถูกกักเก็บไว้เรียกว่าน้ำบาดาล(ground water)ตามรูปที่ 1. ระดับบนสุดของน้ำใต้ดิน(water table) ซึ่งแรงดันน้ำจะเท่ากับแรงดันของบรรยากาศ น้ำที่ซึมอยู่เหนือระดับนี้จึงซึมไปหาระดับน้ำใต้ดินได้โดยไม่ต้องใช้ความดัน ระดับน้ำใต้ดินขึ้นและลงตามปริมาณที่น้ำซึมและฤดูกาล ระดับน้ำใต้ดินจะเอียงเทไปตามลักษณะภูมิประเทศ และจะไปบรรจบกับระดับน้ำในแม่น้ำหรือทะเลสาบหรือซึมจากระดับน้ำในแม่น้ำหรือทะเลสาบไปหาระดับน้ำใต้ดิน

ชั้นดินในแต่ละแห่งมีลักษณะแตกต่างกันไป ชั้นน้ำบาดาลจะอยู่ในชั้นหินและทรายได้มากกว่า 1ระดับ.ตามรูปที่ 2. แบ่งเป็นน้ำบาดาลตื้นซึ่งมีคุณภาพเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภค และน้ำบาดาลลึกที่มีคุณภาพดีกว่าเนื่องการกรองจากการซึมตามธรรมชาติซึ่งเหมาะสำหรับใช้ดื่ม การซึมโดยธรรมชาติต้องใช้เวลานาน การใช้น้ำบาดาลจึงต้องมีการควบคุมอย่างเข้มงวดเพราะมีปริมาณจำกัด การใช้น้ำบาดาลปริมาณมากทำให้เกิดปัญหาได้แก่ การทรุดตัวของระดับดิน บ่อน้ำบาดาลมีระดับลึกมากขึ้นเนื่องจากการทดแทนโดยธรรมชาติไม่เพียงพอ และอื่นๆ

การเก็บน้ำลงใต้ดิน
พื้นที่หน่วงน้ำผิวดินได้แก่หนองน้ำ คู คลอง แม่น้ำ ทะเลสาบและที่มนุษย์ทำขึ้นได้แก่ฝาย เขื่อนและอื่นๆ มีปริมาตรสำหรับการเก็บน้ำไม่เพียงพอจึงเกิดปัญหาน้ำท่วม พื้นที่หน่วงน้ำชั่วคราวเพื่อลดปัญหาน้ำท่วมได้แก่พื้นที่ราบเกษตรกรรม น้ำที่หน่วงไว้ทั้งหมดทำให้น้ำมีเวลาจะซึมลงดินแต่การซึมผ่านดินต้องใช้เวลานาน การเก็บลงใต้ดินช่วยให้ปริมาณการเก็บน้ำมากขึ้นและเร็วขึ้น แนวทางเพื่อเพิ่มการหน่วงน้ำและการเก็บน้ำใต้ดินให้เร็วขึ้นได้แก่
พื้นที่นาที่เก็บเกี่ยวแล้ว ควรทำคันนาให้สูงขึ้นและวางบ่อกรองและท่อซึมเป็นส่วนหนึ่งของคันนาตามรูปที่ 3. น้ำในนาจะไหลมาลงบ่อกรองเพื่อรักษาระดับน้ำไม่ให้ท่วมข้าวเสียหาย บ่อกรองจะป้องกันสิ่งสกปรกไม่ให้ไหลลงใต้ดิน น้ำจากบ่อกรองจะไหลผ่านท่อพีวีซีซึ่งปลายเซาะร่องเพื่อให้น้ำซึมออกผ่านดินเติมน้ำใต้ดิน ทำให้ที่นาสามารถหน่วงน้ำได้มากขึ้นและสามารถเติมน้ำลงใต้ดินได้มากขึ้น และเมื่อระดับน้ำภายนอกลดลง ระดับน้ำในนาก็จะลดลงเองด้วยการซึม

- บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำได้แก่ บ่อปลา บ่อกุ้ง มีลักษณะแบบเดียวกับนาคือยกขอบบ่อให้สูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมซึ่งจะทำให้สัตว์น้ำหลุดลอดจากบ่อเลี้ยง การรักษาคุณภาพน้ำในบ่อสามารถใช้การเติมน้ำสะอาดเพื่อเจือจางความสกปรก แล้วจึงระบายน้ำล้นจากบ่อเลี้ยงลงบ่อกรองและส่งน้ำลงเติมลงใต้ดินตามรูปที่ 4. เมื่อภายนอกมีน้ำท่วม น้ำส่วนหนึ่งจะผ่านบ่อกรองลงใต้ดินช่วยลดปริมาณน้ำที่ท่วม

- พื้นที่พักอาศัย อาคารพาณิชย์ และโรงงานต้องการพื้นที่ผิวดินสำหรับใช้ประโยชน์ น้ำฝนจึงถูกระบายออกนอกพื้นที่ทันทีเป็นภาระให้ระบบระบายน้ำสาธารณะ ในเมืองขนาดใหญ่มีพื้นที่สาธารณะน้อยกว่าพื้นที่ข้างต้นมาก ระบบระบายน้ำสาธารณะแม้จะมีเครื่องสูบก็ยังไม่สามารถระบายน้ำได้ทันเกิดปัญหาน้ำรอระบาย ควรมีมาตรการจูงใจ/ ช่วยเหลือหรือบังคับตามความเหมาะสมให้อาคารทุกแห่งมีส่วนร่วมในการกักเก็บ/เติมน้ำใต้ดิน เพื่อลดภาระการระบายน้ำสาธารณะซึ่งจะช่วยลดปัญหาน้ำรอระบายได้
- อาคารใหญ่ใน กทม.ที่ออกแบบให้มีบ่อหน่วงน้ำขนาดใหญ่จะได้ประโยชน์ในเรื่องอัตราส่วนพื้นที่สีเขียวทำให้ได้พื้นที่ใช้งานมากขึ้น ซึ่งบ่อหน่วงน้ำควรจะต้องระบายน้ำออกภายในหนึ่งวันเพื่อรองรับน้ำฝนในวันต่อไปจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องสูบน้ำระบายออกซึ่งใช้พลังงาน การมีบ่อกรองและท่อซึมน้ำจะช่วยในการระบายน้ำจากน่อหน่วงน้ำโดยซึมลงดิน
- เพื่อไม่ให้ฝนกระทบกับการแข่งขันของสนามแข่งกีฬากลางแจ้งซึ่งอาจต้องหยุดการแข่งขันเป็นเวลานาน เช่นสนามฟุตบอลควรมีระบบระบายน้ำโดยใช้ท่อซึมด้วยสุญญากาศเพื่อเร่งการซึมน้ำเข้าสู่ท่อระบายมาที่บ่อกรองและท่อซึมลงใต้ดินตามรูปที่ 5.

ข้อดี/ข้อด้อย
การเก็บกักน้ำใต้ดินเป็นการเลียนแบบการเก็บน้ำโดยธรรมชาติด้วยการส่งน้ำลงใต้ดินทำให้น้ำลงใต้ดินได้เร็วขึ้น สามารถสรุปข้อดีสำหรับการเก็บน้ำใต้ดินได้ดังต่อไปนี้
- เพิ่มปริมาณการเก็บน้ำจากเดิมที่เก็บน้ำเฉพาะที่แหล่งเก็บน้ำผิวดิน
- ไม่มีผลกระทบต่อการใช้งานพื้นที่ด้านบนและสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ
- ทำให้มีน้ำใต้ดินใช้สำหรับพื้นที่ชนบทซึ่งประสบปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งตามฤดูกาล
- ช่วยลดปัญหาน้ำท่วมเมื่อมีการใช้อย่างแพร่หลาย
- ช่วยลัดน้ำผิวดินลงสูใต้ดิน ช่วยให้น้ำใต้ดินซึมสู่ระดับน้ำบาดาลได้เร็วขึ้น
- ลดการทรุดตัวของดินเนื่องจากการใช้น้ำบาดาล
การส่งน้ำลงใต้ดินมีข้อควรระวังดังต่อไปนี้
- ควรศึกษาโครงสร้างทางธรณีวิทยาเพื่อให้กำหนดความลึกของท่อน้ำซึม และความปลดภัย
- ถ้าส่งน้ำตรงไปที่ระดับน้ำบาดาลโดยตรงจะต้องระวังเรื่องคุณภาพน้ำเพราะอาจทำให้เกิดการปนเปื้อน
- การนำน้ำใต้ดิน น้ำบาดาลขึ้นมาใช้ต้องใช้พลังงาน
- อาจทำให้เกิดความเสียหายเนื่องจากดินไหล
- บ่อน้ำใช้ควรอยู่ห่างจากบ่อน้ำซึมเพื่อให้มีการกรองน้ำโดยธรรมชาติมากขึ้นไม่ลัดจากบ่อน้ำซึมมาบ่อน้ำใช้โดยตรง
ข้อเสนอแนะ
เพื่อสนับสนุนให้ผู้เกี่ยวข้องร่วมกันพัฒนาการใช้ธนาคารน้ำซึ่งจะป็นผลประโยชน์ร่วมกันของทุกฝ่ายเห็นควรตั้งองค์กรอิสระซึ่งจะมีความคล่องตัวกว่าหน่วยงานรัฐฯโดยใช้เงินสนับสนุนจากภาครัฐฯและเงินบริจาคจากภาคเอกชนเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้
- ศึกษาเพื่อวางแนวทางการใช้และการติดตั้งอุปกรณ์ธนาคารน้ำ ลดการใช้พื้นที่ผิวดินเพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ผิวดินได้มากที่สุด
- ศึกษาออกแบบเพื่อลดราคาค่าก่อสร้างเพื่อให้ผู้สนใจสามารถดำเนินการสร้างได้ด้วยตัวเอง ซึ่งจะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ธนาคารน้ำให้แพร่หลาย
- นำเสนอข้อกำหนด กฎเกณฑ์ และกฎหมายแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการสนับสนุนการใช้ธนาคารน้ำ
แนวทางการใช้และติดตั้งอุปกรณ์ธนาคารน้ำพร้อมเหตุผล
- ประชาสัมพันธ์ จัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ กฎเกณฑ์ และข้อบังคับของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับธนาคารน้ำให้แก่ผู้สนใจและสนับสนุนการสร้างในระดับที่เหมาะสม
- ควรจัดระดมสมองเพื่อหาแนวทางเพื่อให้ได้ข้อมูล แนวทางการใช้ การวิจัย และการนำเสนอหรือกำกับให้โครงการดำเนินการก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืน



Comments