กำหนดสภาพการทำงานของ Air to Water Heat Pump
Updated: 3 days ago
โรงแรมในปัจจุบันใช้ฮีตปั๊มเพื่อการประหยัดพลังงานและลดค่าคาร์บอนไดออกไซด์จากระบบน้ำร้อน ผู้ออกแบบระบบน้ำร้อนจะกำหนดสภาพการทำงานของ AWHP (Air to Water Heat Pump) ซึ่งในบทความนี้จะเรียกว่าฮีตปั๊มเพื่อให้มีประโยชน์สูงสุดสำหรับโรงแรม การกำหนดสภาพการทำงานของฮีตปั๊มควรกำหนดตามความต้องการในฤดูหนาวซึ่งจะอธิบายในบทความนี้
ระบบน้ำร้อนโรงแรม
อัตราการใช้น้ำร้อนของโรงแรมจะเปลี่ยนแปลงตามเวลาจากประเภทการใช้ได้แก่ การใช้น้ำร้อนในห้องพัก การซักรีด ครัว และอื่นๆ การใช้เครื่องทำร้อนเฉพาะจุดทำให้ไม่สามารถควบคุมการใช้พลังงานได้ และทำให้มีจำนวนเครื่องทำน้ำร้อนให้บำรุงรักษามาก ระบบน้ำร้อนโรงแรมควรเป็นระบบรวม ผู้ออกแบบระบบน้ำร้อนจะคำนวณและกำหนดปริมาณการใช้น้ำร้อนภายในหนึ่งวัน ซึ่งฮีตปั๊มจะใช้ผลิตน้ำร้อนปริมาณนี้ และต้องมีถังเก็บน้ำร้อนเพื่อเก็บน้ำร้อนนี้ไว้ใช้ตลอดวัน อัตราการผลิตน้ำร้อนคำนวณจากปริมาณน้ำร้อนที่ต้องผลิตระยะเวลาการทำงานของเครื่องทำน้ำร้อน
สามารถกำหนดขนาดฮีตปั๊มให้ทำงานในช่วงเวลาที่ค่าไฟฟ้าถูก (off peak) แต่ฮีตปั๊มจะมีขนาดใหญ่ทำให้ราคาของระบบทำน้ำร้อนสูงขึ้น และอาจทำให้ค่าความต้องการไฟฟ้า (Demand)สูงขึ้น จึงควรลดอัตราการผลิตน้ำร้อนซึ่งจะยืดระยะเวลาการทำงานของฮีตปั๊มสูงสุดเป็นเวลา 20ชม.ต่อวันเ ทำให้ขนาดของฮีตปั๊มเล็กลง และสามารถควบคุมราคาของระบบทำน้ำร้อนได้ และมีปริมาณการผลิตน้ำร้อนเพิ่มขึ้นเมื่อต้องใช้น้ำร้อนมากกว่าที่คำนวนไว้อีก 4 ชม.ต่อวัน
อุณหภูมิน้ำร้อนที่ผลิตคือ 60 ซ. ซึ่งจะผสมกับน้ำจากระบบจ่ายน้ำเพื่อลดอุณหภูมิให้เหมาะสมกับผู้ใช้ การผลิตน้ำร้อนอุณหภูมิสูงมีจุดประสงค์เพื่อฆ่าเชื้อลีเจียเนลล่า (Legionella) ซึ่งเป็นแบคทีเรียที่ทำให้เกิดปอดอักเสบจากการหายใจละอองน้ำที่มีเชื้อเข้าไป เมื่อผสมกับน้ำใช้ที่อุณหภูมิ 30 ซ. จะใช้น้ำร้อนประมาณ 30% ของอัตราการใช้น้ำจากก๊อกผสมจึงทำให้ระบบท่อน้ำร้อนมีขนาดเล็กลง ลดราคาระบบท่อน้ำร้อน และลดการใช้ไฟฟ้าของเครื่องสูบน้ำร้อนลงด้วย
หลักการทำงานของฮีตปั๊ม
ฮีตปั๊มมีหลักการทำงานเหมือนเครื่องปรับอากาศ คอยล์เย็นออกแบบให้มีอุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิอากาศที่นำมาใช้เป็นแหล่งความร้อน และนำความร้อนที่ได้จากคอยล์เย็นรวมทั้งความร้อนที่เกิดจากการทำงานของคอมเพรสเซอร์มาใช้ทำน้ำร้อนที่คอยล์ร้อน อุณหภูมิของคอยล์ร้อนจึงต้องสูงกว่าอุณหภูมิน้ำร้อนที่ต้องการ การกำหนดค่าอุณหภูมิของอากาศเข้าคอยล์เย็นและอุณหภูมิน้ำเข้า/ออกคอยล์ร้อนจึงมีผลต่อการทำงานของฮีตปั๊ม
ความแตกต่างระหว่างอุณหภูมิคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นมีผลต่อการทำงานของเครื่อง เมื่ออุณหภูมิแตกต่างสูงขึ้นจะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักเพื่อหมุนเวียนน้ำยาทำให้ค่าประสิทธิภาพ (COP, Coefficient of performance) ต่ำลง การส่งน้ำยาลดลง และได้ความร้อนลดลง ระบบน้ำร้อนต้องการน้ำร้อนออกจากฮีตปั๊ม 60 ซ.คงที่ ในฤดูหนาวอากาศและน้ำใช้มีอุณหภูมิลดลงทำให้อุณหภูมิคอยล์เย็นลดลง แต่อุณหภูมิคอยล์ร้อนคงที่อุณหภูมิแตกต่างระหว่างคอยล์ร้อนและคอยล์เย็นสูงขึ้น ยิ่งกว่านั้นน้ำเข้าคอยล์ร้อนมีอุณหภูมิลดลงจึงทำน้ำร้อนจึงลดลงอีกด้วย
การกำหนดอุณหภูมิน้ำเข้าคอยล์ร้อนและอุณหภูมิอากาศเข้าคอยล์เย็นจึงมีผลต่อการทำงานของฮีตปั๊ม คอยล์ร้อนและคอยล์เย็นจะออกแบบตามอุณหภูมิที่กำหนดให้ผลิตน้ำร้อนได้ตามอัตราการผลิตน้ำร้อนที่ต้องการ และต้องออกแบบอุปกรณ์ประกอบที่เกี่ยวข้องได้แก่ เครื่องสูบน้ำร้อน พัดลมคสยล์เย็น คอมเพรสเซอร์ และอื่นๆ
สภาพการทำงานของฮีตปั๊ม
สภาพการทำงานของฮีตปั๊มแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ แบบแรกเป็นสภาพการทำงานที่กำหนดเป็นมาตรฐานเพื่อการรับรองการทำงานของผลิตภัณฑ์ได้แก่มาตรฐาน มอก. 3623-2566 “เครื่องทำน้ำร้อนระบบปั๊มความร้อนแบบอากาศสู่น้ำ : คุณลักษณะที่ต้องการด้านประสิทธิภาพพลังงาน, AIR TO WATER HEAT PUMP : ENERGY EFFICIENCY REQUIREMENT”และมาตรฐานอื่นๆ และอีกแบบหนึ่งเป็นการกำหนดสภาพการทำงานให้เหมาะสมกับโรงแรมในแต่ละแห่งเพื่อให้ผลิตน้ำร้อนได้ตามต้องการ ควบคุมราคา ประหยัดพลังงานและควบคุมคาร์บอน และอื่นๆ ซึ่งผู้ออกแบบระบบน้ำร้อนมีความรับผิดชอบในการกำหนดสภาพการทำงานของฮีตปั๊มให้เหมาะสมกับโรงแรมนั้นๆ
ผู้ออกแบบระบบน้ำร้อนต้องระบุสภาพการทำงานที่ต้องการของฮีตปั๊มสำหรับงานได้แก่ อัตราการผลิตน้ำร้อน อุณหภูมิน้ำร้อนที่ต้องการจากฮีตปั๊ม อุฌหภูมิน้ำเข้าคอยล์ร้อนของฮีตปั๊ม อุณหภูมิอากาศได้แก่อุณหภูมิกระเปาะแห้งและกระเปาะเปียกเข้าคอยล์เย็น ซึ่งจะอธิบายอย่างละเอียดต่อไป
ความสัมพันธ์ของอุณหภูมิน้ำและอากาศ
สามารถสรุปความสัมพันธ์อุณหภูมิน้ำใช้ที่เข้าคอยล์ร้อนของฮีทปั๊มและอุณหภูมิอากาศที่เข้าคอยล์เย็นของฮีตปั๊มสำหรับการกำหนดอุณหภูมิน้ำได้ดังต่อไปนี้
- ในกรณีที่น้ำที่นำมาป้อนฮีตปั๊มมีผิวน้ำสัมผัสอากาศมากเป็นเวลานานพอ จะมีการถ่ายเทของไอน้ำจากผิวน้ำสู่อากาศทำให้อุณหภูมิน้ำลดลงใกล้เคียงกับอุณหภูมิกระเปาะเปียกของอากาศ
- น้ำในถังที่สัมผัสอากาศน้อยเช่นอยู่ในถังเหล็กการถ่ายเทไอน้ำเกิดขึ้นน้อย แต่จะมีการถ่ายเทความร้อนระหว่างน้ำกับอากาศผ่านถังทำให้อุณหภูมิน้ำใกล้เคียงอุณหภูมิกระเปาะแห้ง
- น้ำในถังใต้ดินจะถ่ายเทความร้อนกับพื้นดินหรืออากาศในชั้นใต้ดิน อุณหภูมิอากาศชั้นใต้ดินจะต่ำกว่าอากาศบนดินแสดงว่ามีการถ่ายเทความร้อนด้วยการระเหยน้ำ(ไอน้ำ) อุณหภูมิน้ำในถังน้ำใต้ดินต่ำกว่าอุณหภูมิกระเปาะแห้งแต่จะสูงกว่าอุณหภูมิกระเปาะเปียก
- ถ้าอาคารที่วางถังเก็บน้ำไว้บนหลังคาซึ่งได้รับความร้อนจากแสงอาทิตย์โดยตรงในช่วงกลางวัน น้ำจะมีอุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิอากาศ ในเวลากลางคืนความร้อนในถังจะระบายให้กับอากาศอุณหภูมิน้ำลดลงแต่ยังคงสูงกว่าอากาศ
- น้ำเข้าฮีตปั๊มเป็นน้ำที่ผสมระหว่างน้ำเติมระบบ น้ำในถังน้ำร้อน และน้ำกลับจากระบบท่อน้ำร้อนซึ่งตามข้อกำหนดน้ำกลับควรมีอุณหภูมิ 50 ซ. อุณหภูมิน้ำเข้าฮีตปั๊มจึงต้องคำนวณโดยมีสมมุติฐานเพื่อให้ได้ค่าที่มีผลกระทบกับการทำงานของฮีตปั๊มน้อยที่สุด
- เพื่อให้ฮีตปั๊มทำงานอย่างมีประสิทธิภาพตลอดช่วงการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ควรออกแบบให้อุณหภูมิคอยล์ร้อนต่ำที่สุดและมีขนาดใหญ่พอเพื่อให้สามารถสร้างซับคูลได้มากพอ น้ำที่เข้าคอยล์ร้อนฮีตปั๊มควรเป็นน้ำที่ผสมระหว่างน้ำเติมและน้ำกลับจากระบบท่อน้ำร้อนเท่านั้น
อากาศเป็นแหล่งความร้อนสำหรับฮีตปั๊ม อุณหภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงตามเวลา และฤดูกาล การกำหนดอุณหภูมิอากาศสามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้
- การกำหนดอุณหภูมิอากาศในงานปรับอากาศใช้อุณหภูมิในฤดูร้อนเพื่อใช้คำนวณภาระความร้อนสำหรับเลือกเครื่องปรับอากาศให้ใหญ่พอสำหรับห้อง แต่ในฤดูหนาวการเลือกฮีตปั๊มทำน้ำร้อนต้องใช้อุณหภูมิอากาศในฤดูหนาวเพื่อเลือกฮีตปั๊มให้ทำน้ำร้อนได้มากพอสำหรับใช้ในฤดูหนาว
- ปัจจุบันฮีตปั๊มถูกกำหนดให้ทำงานที่อุณหภูมิอากาศสูง อุณหภูมิคอยล์เย็นจะสูงกว่าเมื่ออุณหภูมิอากาศลดลง เมื่อฮีตปั๊มทำงานที่อุณหภูมิอากาศลดลง ฮีตปั๊มจึงผลิตน้ำร้อนได้น้อยลง นอกจากนี้อัตราการใช้น้ำร้อนจะสูงขึ้นเนื่องจากน้ำที่ใช้ผสมมีอุณหภูมิลดลงอีกด้วย น้ำร้อนจึงไม่เพียงพอสำหรับการใช้งาน
- การกำหนดอุณหภูมิอากาศควรใช้อุณหภูมิด้านต่ำในฤดูหนาวเพื่อให้ได้น้ำร้อนเพียงพอ ช่วยลดการใช้พลังงาน แต่ต้องลงทุนสูงขึ้นตามขนาดฮีตปั๊ม
- เนื่องจากประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนชื้น อากาศหนาวมีระยะเวลาสั้น การกำหนดอุณหภูมิอากาศควรพิจารณาจากอุณหภูมิที่ประสิทธิภาพฮีตปั๊ม COP > 1.5 ซึ่งจะใช้ไฟฟ้าน้อยกว่าการใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้า 50% ถ้า ที่อุณหภูมิอากาศต่ำกว่าอุณหภูมิที่กำหนดสามารถใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าให้ความร้อนเสริมฮีตปั๊ม
- ควรนำข้อมูลอุณหภูมิอากาศมาศึกษาระยะเวลาของอุณหภูมิต่างๆในหลายๆปีมาใช้ในการประมาณค่าไฟฟ้าที่ใช้กับฮีตปั๊มและฮีตเตอร์เพื่อเปรียบเทียบค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้นและราคาเพื่อนำมาปรับค่ากำหนดเรื่องอุณหภูมิ
- อุณหภูมิอากาศอาจสูงขึ้นถ้ามีการผสมความร้อนสูญเสียจากระบบอื่นๆได้ถ้ามีปริมาณและความสม่ำเสมอตลอดการทำงานของฮีตปั๊ม
Risk Analysis
เจ้าของโรงแรมต้องควบคุมความเสี่ยงจากการลงทุน ได้แก่ต้นทุนของระบบต่างๆ ความสะดวกในการบำรุงรักษา การขาดบุคลากรควบคุมและบำรุงรักษาระบบน้ำร้อน ค่าพลังงานที่ใช้กับระบบน้ำร้อน ตลอดจนผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม เรื่องพลังงานและคาร์บอนไดออกไซด์
ผู้ออกแบบระบบน้ำร้อนมีความรับผิดชอบในการป้องกันความเสี่ยงที่อาจทำให้ระบบน้ำร้อนไม่สามารถผลิตน้ำร้อนให้โรงแรมได้เพียงพอ ขนาดของฮีตปั๊มจึงต้องผลิตน้ำร้อนเท่ากับความต้องการสูงสุดและแบ่งจำนวนตัวเพื่อให้สามารถหยุดทำการบำรุงรักษาได้โดยไม่กระทบต่อการผลิตน้ำร้อน บางครั้งก็อาจเพิ่มฮีตปั๊มเพื่อสำรองไว้อีกหนึ่งเครื่อง การกำหนดอุณหภูมิน้ำเข้าคอยล์ร้อนและอุณหภูมิอากาศเข้าคอยล์เย็นช่วยให้ผู้ออกแบบสามารถปรับขนาดและการทำงานของฮีตปั๊มตามที่ได้อธิบายไว้แล้ว
ผู้ออกแบบควรได้แลกเปลี่ยนข้อมูลและความคิดเห็นกับเจ้าของโรงแรมและผู้เกี่ยวข้องเพื่อให้ทราบความเสี่ยง ความคิดเห็นและข้อจำกัดซึ่งอาจทำให้ต้องปรับเปลี่ยนแนวทางการออกแบบเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดแก่โรงแรม โดยหาจุดร่วมที่ยอมรับได้สำหรับทุกฝ่าย การกำหนดอุณหภูมิอากาศทีเย็นทำให้ฮีตปั๊มมีขนาดใหญ่ แต่อัตราการเข้าพักของโรงแรมเป็นไปตามฤดูกาล ความต้องการน้ำร้อนจึงเปลี่ยนแปลงไปด้วย จึงมีแนวคิดที่สามารถใช้ในการออกแบบระบบทำน้ำร้อนด้วยฮีตปั๊มโดยวิธีการดังต่อไปนี้
- อัตราการใช้น้ำร้อนเปลี่ยนแปลงตามเวลาของวัน ฤดูกาลและอัตราการเข้าพัก เมื่อฮีตปั๊มถูกเลือกให้จ่ายน้ำร้อนในอัตราที่ต้องการที่อุณหภูมิอากาศที่กำหนดและมีเวลาการทำงานเหลือระหว่างวัน จึงมีโอกาสที่จะจัดให้มีการบำรุงรักษาทีละเครื่องได้โดยไม่ต้องมีฮีตปั๊มสำรอง
- สามารถปรับค่าอุณหภูมิอากาศเข้าคอยล์เย็นให้สูงขึ้นเพื่อลดขนาดและควบคุมราคาฮีตปั๊ม เมื่ออุณหภูมิอากาศต่ำกว่าค่าที่กำหนดจะใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าช่วยผลิตน้ำร้อน ระยะเวลาที่อุณหภูมิอากาศต่ำกว่าค่าที่กำหนดเป็นช่วงเวลาที่ต้องใช้ฮีตเตอร์ทำงานและสามารถคำนวณค่าไฟฟ้าของฮีตเตอร์เพื่อเปรียบเที่ยบกับราคาของฮีตปั๊มที่ลดลง ข้อมูลนี้ช่วยในการตัดสินใจการกำหนดค่าอุณหภูมิอากาศสำหรับฮีตปั๊ม
- ระบบควบคุมปัจจุบันสามารถควบคุม ตรวจสอบและประมวลผลเพื่อการบำรุงรักษา โดยการทำงานออนไลน์จากผู้ผลิต ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาของโรงแรม เรื่องการขาดแคลนบุคคลากรของโรงแรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตัวอย่าง เลือกระบบทำน้ำร้อนโรงแรมในเขียงรายซึ่งต้องการน้ำร้อน 60 ซ 15000 ลิตรต่อวัน คำนวณจากอุณหภูมิแตกต่างของน้ำร้อนและน้ำใช้ที่ใช้ผสม 30 ซ.
เลือกใช้อุณหภูมิอากาศ 12.7 ซ (จาก Heating DB 99%) และอุณหภูมิน้ำ 12 ซ(กระเปาะเปียก 11.6 ซ.จาก Humidification 99% DP/MCDB) จากตารางที่ 1.(อุณหภูมิสำหรับออกแบบของเชียงรายในฤดูหนาว) ซึ่งใช้เลือกอุณหภูมิคอยล์เย็นต่ำสุด 1 ซ. และใช้อุณหภูมิน้ำคำนวณการทำงานของระบบทำน้ำร้อนโดยใช้ฮีตปั๊มเปรียบเทียบกับการใช้ฮีตปั๊มร่วมกับฮีตเตอร์ในตารางที่ 2.


ข้อมูลของระบบน้ำร้อนในตารางที่ 2. ประกอบด้วย คอลั่มที่ 1.แสดงอุณหภูมิน้ำจาก 30-12 ซ คอลั่มที่ 2.แสดงอุณหภูมิแตกต่างของน้ำร้อน 60 ซ.กับอุณหภูมิน้ำ(คอลั่มที่ 1) คอลั่มที่ 3.แสดงความต้องการน้ำร้อน = 15000 x อุณหภูมิแตกต่าง(คอลั่ม 2) / 30 มีหน่วยลิตร/วัน คอลั่มที่ 4.แสดงค่าความร้อนที่ใช้ทำน้ำร้อน = ปริมาณน้ำ(คอลั่ม 3) x 4.18 ความจุความร้อนของน้ำ x อุณหภูมิแตกต่าง(คอลั่มที่ 2) คอลั่มที่ 5.แสดงจำนวนวันที่อุณหภูมิน้ำในคอลั่มที่ 1.ซึ่งได้จากการจัดให้อุณหภูมิต่ำสุด 12 ซ. มีระยะเวลา 4 ซม.(99%ใน 1ปี) แล้วจึงกระจายย้อนกลับมาที่ 30 ซ.ด้านบนให้รวมได้ 365 วัน
ข้อมูลการทำงานของฮีตปั๊มประกอบด้วยคอลั่มที่ 6.อุณหภูมิคอยล์เย็นกระจายจาก 15 ซ. ลงมาถึงต่ำสุด 1 ซ.เมื่ออุณหภูมิน้ำต่ำสุด คอลั่มที่ 7 และ 8 ได้จากโปรแกรม Coolpack ตามรูปที่ 1. เริ่มจากอุณหภูมิคอยล์เย็นสูงสุด 15 ซ. อุณหภูมิคอยล์ร้อน 65 ซ.คงที่ ให้ทำความร้อน 100 kW(คอลั่มที่ 8) อัตราการไหลน้ำยา 100.2 M3/hr ได้ค่าประสิทธิภาพความร้อนเลือกฮีตปั๊ม = 1+2.831 = 3.831(คอลั่มที่ 7.) เมื่อเปลี่ยนอุณหภูมิคอยล์เย็น สุ่มค่าความร้อนให้อัตราการไหลน้ำยาเท่าเดิม (100.2 M3/h) ใส่ค่าประสิทธิภาพความร้อนในคอลั่ม 7. และค่าความร้อนในคอลั่ม 8.

การทำงานเมื่อเลือกฮีตปั๊ม 25kW จากคอลั่มที่ 9. ถึง 13. คอลั่มที่ 9.แสดงชั่วโมงการทำงานของฮีตปั๊ม 2เครื่องพร้อมกัน = ความร้อนที่ต้องการ(คอลั่มที่ 4.) / 2 / 25 x เปอร์เซ็นต์ความร้อนจากฮีตปั๊มคอลั่มที่ 8./ 3600 เลือกใช้ชั่วโมงการทำงานประมาณ 20 ชม.ต่อวัน เพื่อให้มีเวลาการทำงานเพิ่มเติมได้เมื่อต้องการ คอลั่มที่10 และ 11 เป็นชั่วโมงการทำงานเมื่อใช้ฮีตปั๊ม 3 และ 4 เครื่องพร้อมกันตามลำดับ คอลั่มที่ 12.คำนวณกำลังไฟฟ้าที่ฮีตปั๊มใช้ = จำนวนฮีตปั๊ม x ขนาด / เปอร์เซนต์ความร้อน(คอลั่มที่ 8) x 100 / ประสิทธิภาพความร้อน(คอลั่มที่ 7.) คอลั่มที่ 13.แสดงพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ = กำลังไฟฟ้า(คอลั่มที่ 12.) x = ชม.การทำงานที่เลือก(คอลั่มที่ 8. ถึง 10.) x วันที่ทำงาน(คอลั่มที่ 5.)
การทำงานเมื่อเลือกฮีตปั๊ม 25kW และฮีตเตอร์ 25kW จากคอลั่มที่ 14. ถึง 16. คอลั่มที่ 14.แสดงชั่วโมงการทำงานจากคอลั่มที่ 9. ถึง 11. คอลั่มที่ 15.แสดงกำลังไฟฟ้าที่ฮีตปั๊มและฮีตเตอร์ใช้ โดยใช้ฮีตเตอร์แทนอีตปั๊มตัวที่ 4.เท่านั้นเพื่อลดราคาระบบน้ำร้อน คอลั่มที่ 16.แสดงพลังงานไฟฟ้าของฮีตปั๊มและฮีตเตอร์ เปรียบเทียบการใช้พลังงานคอลั่มที่ 13. น้อยกว่าคอลั่มที่ 16 เพียง 677.87 kW.hr/ปีเท่านั้นเนื่องจากระยะเวลาที่ใช้ฮีตเตอร์ไฟฟ้าเพียง 16 วัน/ปีเท่านั้น
จากตัวอย่างการคำนวณตามตารางที่ 2.จะเห็นได้ว่าการติดตั้งฮีตปั๊ม 25kW 4 เครื่อง แม้จะประหยัดพลังงานได้มากกว่าการติดตั้งฮีตปั๊ม 25kW 3 เครื่อง ร่วมกับฮีตเตอร์ 25 kW ซุด แต่ในด้านราคาจะสูงกว่ามาก จึงมีแนวโนม้ที่ใช้ฮีตปั๊มร่วมกับฮีตเตอร์จะคุ้มค่ากว่า แต่ยังมีตัวประกอบอื่นๆที่มีผลกระทบต่อการทำงาน ได้แก่การออกแบบฮีตปั๊ม และการติดตั้งระบบน้ำร้อน อัตราการเข้าพักและอื่นๆซึ่งจะทำให้ระบบทำงานผิดพลาดไปจากการคำนวณได้
ส่งท้าย
มาตรฐานฮีตปั๊มกำหนดการทดสอบฮีตปั๊มที่อุณหภูมิน้ำและอากาศที่ 25 ซ. และ 35 ซ.ตามลำดับ ทำน้ำร้อนในถังเก็บให้มีอุณหภูมิ 55 ซ. ซึ่งเป็นอุณหภูมิในฤดูร้อน ผู้ผลิตที่ออกแบบตามข้อกำหนดอาจไม่ได้คำนึงถึงการทำงานในฤดูหนาว ทำให้ไม่สามารถทำน้ำร้อนได้ตามตารางที่ 2.น้ำร้อนจึงไม่พอใช้ การที่ผู้ออกแบบกำหนดความต้องการน้ำร้อนและสภาพการทำงานในฤดูหนาวทำให้ผู้ผลิตต้องให้ข้อมูลการทำงานซึ่งจะช่วยตัดปัญหาน้ำร้อนไม่พอเพียงได้



Comments